Skip to main content

หน้าหลัก

สรุปสาระสำคัญจากการอภิปรายเนื่องในวัน International Equal Pay Day 2020 ครั้งที่ ๑ (วันศุกร์ที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๓)

สรุปสาระสำคัญจากการอภิปรายเนื่องในวัน International Equal Pay Day 2020 ครั้งที่ ๑

วันศุกร์ที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๓

 

ที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ได้รับรองข้อมติที่เสนอให้วันที่ ๑๘ กันยายน ของทุกปีเป็นวัน International Equal Pay Day เพื่อส่งเสริมให้คนทำงานชายและหญิงได้รับค่าตอบแทนที่เท่ากันในงานที่มีคุณค่าเท่ากัน และเพื่อตอบสนองพันธกิจของสหประชาชาติด้านการต่อต้านการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ ข้อมตินี้เสนอโดย EPIC ซึ่งเป็นองค์คณะเฉพาะด้านที่ประกอบด้วยผู้แทนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ UN Women และ OECD

การอภิปรายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดความตระหนังถึงความเท่าเทียมด้านค่าตอบแทนในการทำงานของชายและหญิง และกระตุ้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานได้ดำเนินมาตรการจำเป็นอันจะทำให้ชายและหญิงได้รับค่าตอบแทนที่เท่ากันในอนาคต โดยมีผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่

(๑) Mr. Thorsteinn Viglundsoon อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสังคมและความเท่าเทียม ไอซ์แลนด์

(๒) Ms. Megan Rapinoe หัวหน้าทีมชาติฟุตบอลหญิง สหรัฐฯ

(๓)  Ms. Samira Ahmed ผู้สื่อข่าว BBC

(๔)  Ms. Kristin Skogen Lund ผู้บริหารระดับสูง Schibsted ASA นอร์เวย์

(๕)  Ms. Iris Bohnet ศาสตราจารย์ประจำ Harvard Kennedy School Professor and Academic Dean

(๖)  Ms. Nadia Soubat กรรมการสมาพันธ์แรงงานเพื่อประชาธิปไตย (the Democratic Confederation of Labour: CDT) โมร็อคโค

ดำเนินการอภิปรายโดย Ms. Nozipho Tshabalala

สาระสำคัญจากการอภิปรายสรุปได้ ดังนี้

– ช่องว่างด้านรายได้ระหว่างชายและหญิงเกิดขึ้นในทุกประเทศ โดยมีค่าเฉลี่ย ทั่วโลกที่อยู่ร้อยละ ๒๐ ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD มีช่องว่างด้านรายได้ระหว่างเพศชายและหญิงที่ร้อยละ ๑๓ แม้แต่ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูงที่สุด ผู้หญิงก็ยังมีรายได้เฉลี่ยที่ต่ำกว่าผู้ชาย

– ช่องว่างทางรายได้ระหว่างเพศชายและหญิงเกิดจากหลายสาเหตด้วยกันที่สำคัญ คือ เพศหญิงมักมีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่าเพศชาย เพศหญิงอยู่ในตำแหน่งระดับสูง (ซึ่งมีค่าตอบแทนมาก) น้อยกว่าเพศชายแม้ในองค์กรจะมีจำนวนคนทำงานเพศหญิงมากกว่าเพศชายก็ตาม เพศหญิงเป็นฝ่ายทำงานบ้านและดูแลสมาชิกครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (unpaid care work) มากกว่าเพศชาย และเพศหญิงส่วนใหญ่ทำงานในประเภทอาชีพที่มีค่าตอบแทนการทำงานต่ำกว่าประเภทอาชีพที่เพศชายส่วนใหญ่ทำ

– ทัศนคติทางสังคมด้านเพศกับงานที่ทำเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างทางรายได้ระหว่างเพศ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยคนในสังคมไม่ได้ตระหนักถึง สังคมมีการตีตราว่า งานชนิดใดเป็นงานสำหรับผู้หญิง งานชนิดใดเป็นงานสำหรับผู้ชาย และงานที่สังคมตีตราว่าเป็นงานสำหรับผู้หญิง เช่น พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ มักจะมีค่าตอบแทนน้อยกว่างานที่สังคมตีตราว่าเป็นงานสำหรับผู้ชาย เช่น หมอ วิศวกร ฯลฯ ซึ่งทัศนคติทางสังคมนี้ส่งผลตั้งแต่การเลือกสาขาวิชาเรียนของเพศหญิงและชาย

– สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณา คือ การที่อาชีพที่มีผู้หญิงทำงานเป็นส่วนใหญ่มีค่าตอบแทนต่ำกว่าอาชีพที่มีผู้ชายทำงานเป็นส่วนใหญ่นั้น มีสาเหตุมาจากคุณค่าของงานที่แตกต่างกัน หรือมีสาเหตุเพียงเพราะอาชีพนี้มีผู้หญิงทำงานเป็นส่วนใหญ่ และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงเข้าสู่อาชีพที่มีค่าตอบแทนต่ำกว่า

– ก่อนการเกิดโควิด-๑๙ หลายประเทศให้ความสำคัญกับประเด็น Work-life Balance เพื่อให้คนทำงานสามารถใช้เวลาเพื่อทำงาน ใช้ชีวิตส่วนตัว และดูแลสมาชิกครอบครัวหรือทำงานบ้าน ได้อย่างสมดุล ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ Work-Live Balance ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องจัดสรรเวลาการทำงานและการดูแลครอบครัวให้ลงตัว ในขณะที่มีผู้ชายเข้าร่วมโครงการน้อย เพราะไม่ได้รับภาระด้านการดูแลสมาชิกครอบครัวหรือทำงานบ้าน อันแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อหารายได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดสรรเวลาเพื่อทำงานบ้านและดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุในครอบครัว

– การระบาดใหญ่ทั่วโลกของโควิด-๑๙ ส่งผลให้ผู้หญิงมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายยิ่งขึ้น ช่องว่างด้านรายได้ระหว่างหญิงและชายขยายมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีสาเหตุหลัก คือ

(ก) เมื่อมีวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น นายจ้างเลือกที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหญิงก่อนลูกจ้างชาย

(ข)  เมื่อมีการใช้มาตรการ lockdown รวมถึง การปิดสถานศึกษาและสถานดูแลผู้สูงอายุ ผู้หญิงคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นฝ่ายยุติหรือลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกบ้าน เพื่อมาดูแลสมาชิกครอบครัว โดยมีเหตุผลที่วนไปยังจุดเริ่มต้นของปัญหาว่า เป็นเพราะรายได้จากการทำงานนอกบ้านของผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย

(ค)  อาชีพที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากโควิด-๑๙ เป็นอาชีพที่มีผู้หญิงทำงานเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ งานต่าง ๆ ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ งานในภาคบริการด้านที่พักอาศัยและการจัดหาอาหาร งานขายปลีกและขายส่ง และการรับจ้างทำงานบ้าน

– ช่องว่างทางรายได้ระหว่างเพศชายและหญิงในปัจจุบันไม่ได้มีสาเหตจากวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ชายเป็นใหญ่ หากแต่มีสาเหตจากการขาดการรับรู้และขาดการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ปัญหาช่องว่างทางรายได้จะไม่สามารถแก้ไขได้ ตราบใดที่สังคมหรือแม้แต่ตัวผู้หญิงเองยังไม่เกิดความตระหนัก และยังคงคิดว่า เหตุการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งปกติ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาไม่สามารถสำเร็จได้หากขาดการร่วมมือกันจากทุกฝ่าย โดยมีนโยบายของรัฐเป็นศูนย์กลาง

 

——————————————————

 

ฝ่ายแรงงาน คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา

 

 

TOP