รายงานผลการประชุมคณะประศาสน์การ (GB) สมัยที่ 326 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ณ สมาพันธรัฐสวิส (1)

 รายงานผลการประชุมคณะประศาสน์การ (GB) สมัยที่ 326 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ณ สมาพันธรัฐสวิส 

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแต่งตั้งคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะประศาสน์การ (Governing Body-GB) สมัยที่ 326ระหว่างวันที่ 14-24 มีนาคม 2559 โดยผู้แทนรัฐบาลไทย ประกอบด้วย หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฯ ณ นครเจนีวา พร้อมคณะเจ้าหน้าที่จากคณะผู้แทนถาวรฯ ณ นครเจนีวา 4 คน และจากกระทรวงแรงงาน 3 คน
ผลการประชุมที่สำคัญมีดังนี้

1. การประชุมระดับสูง เรื่อง ผลกระทบของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นโดยบังคับที่มีต่อตลาดแรงงาน
การอภิปรายระดับสูงในหัวข้อ “วิกฤตการโยกย้ายถิ่นฐานโลก: โลกแห่งการทำงานต้องเป็นส่วนหนึ่งของทางออก” โดยผู้นำองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายถิ่นฐาน มีสาระสำคัญโดยสรุปคือ
- นาย Guy Ryder ผู้อำนวยการใหญ่ ILO กล่าวเปิดว่า วิกฤตผู้ลี้ภัยและการโยกย้ายถิ่นฐานเกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคและทำความสูญเสียแก่โลกในวงกว้างขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มิใช่แค่เพียงในมิติด้านมนุษยธรรม แต่ยังมีผลกระทบอย่างมากต่อประเทศผู้รับเฉพาะอย่างยิ่งด้านตลาดแรงงาน ขณะที่จำนวนผู้พลัดถิ่นโดยบังคับเพิ่มขึ้นอย่างมากสูงสุดในปี 2557 ถึงเกือบ 60 ล้านคน โดยในจำนวนนี้รวมจำนวนผู้ลี้ภัย 19 ล้านคน และผู้ขอที่พักพิง 2 ล้านคน และอีกกว่า 4 ล้านคนที่จำต้องหนีข้ามแดนจากความขัดแย้งในประเทศซีเรีย โดยตัวเลขดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมียังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องหนีจากบ้านเกิดเนื่องจากปัญหาสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นสิ่งท้าทายต่อความสามารถของประชาคมโลกที่ต้องตอบสนองอย่างเพียงพอและทันท่วงที โดยมีการดำเนินการที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านมนุษยธรรม ตลาดแรงงาน และการพัฒนา อันจำเป็นต้องอาศัยระบบพหุภาคี รวมทั้งการคิดค้น “วิธีการใหม่ๆ (New Deal)" สำหรับผู้ลี้ภัย
- นาย Peter Sutherland, Special Representative of the UN Secretary-General for International Migration and Development กล่าวว่า ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลวของระบบพหุภาคีในอดีตในการตอบสนองต่อวิกฤตผู้ลี้ภัย เป็นสิ่งจำเป็นที่นายจ้างและสหภาพแรงงานต้องช่วยกันปกป้องสิทธิของผู้ลี้ภัย และต้องเร่งให้มีการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมทางสังคมในการโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อเป็นแรงผลักดันสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจมานานนับทศวรรษ และให้คำนึงถึงคุณูปการของคนงานที่มีต่อสังคม
- นาย William Lacy Swing, Director-General of the International Organization for Migration (IOM) กล่าวว่า ต้องมีความเข้าใจว่าผู้โยกย้ายถิ่นฐานคือกลไกสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปที่ประสบภาวะสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งยุคนี้มีการเคลื่อนย้ายของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดวางกำลังแรงงานทั้งจำนวนและทักษะฝีมือ และเมื่อมีงานทำก็จะหมดสภาพของการเป็นผู้ลี้ภัย สำหรับยุโรปผู้ลี้ภัยมิใช่ปัญหาแต่เป็นทางออก
- นาง Carol Batchelor, Director of the Division of International Protection, UNHCR กล่าวว่า งานที่มีคุณค่าเป็นทางออกที่สำคัญในการป้องกันผู้ลี้ภัยกลับภูมิลำเนา และพำนักในประเทศใหม่ได้นานนับปีหรือชั่วอายุคน และหากผู้ลี้ภัยไม่มีงานทำพวกเขาจะสร้างสังคมของตนเองขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร

ในโอกาสนี้หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถ้อยแถลงถึง ผลกระทบต่อตลาดแรงงานของผู้พลัดถิ่นโดยบังคับว่า ต้องมีการวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และวิธีการที่จะบูรณาการกำลังแรงงานของบุคคลเหล่านี้เข้ากับตลาดแรงงานของประเทศผู้รับ มาตรการหนึ่งซึ่งมีความสำคัญคือการจัดแรงงานฝีมือให้สอดคล้องกับอุปสงค์แรงงานซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานของบุคคลเหล่านี้ และจำเป็นต้องให้ความสนใจกับการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ผู้หญิง เด็ก และผู้เยาว์ที่อยู่ลำพัง สำหรับประเทศผู้รับควรเน้นที่การบูรณาการผู้ลี้ภัยกับตลาดแรงงานและชุมชนท้องถิ่น ในส่วนของประเทศต้นทาง จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับภาวะของการขาดงานที่มีคุณค่าและการตั้งต้นใหม่หลังภาวะขัดแย้ง โดยสนับสนุนให้ ILO เพิ่มความเข้มแข็งของการทำงานร่วมกับประเทศผู้รับ UNHCR IOM และองค์การระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้มีการส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันถึงสิ่งท้าทายต่างๆ และวิธีการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นเชิงนโยบายระดับโลกนี้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนต่างๆ รวมทั้งต่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน

 

2. การติดตามผลการดำเนินการตามข้อมติเกี่ยวกับมาตรการที่เหลือเกี่ยวกับเมียนมาที่รับรองโดยที่ประชุมใหญ่ ILO สมัยที่ 102 พ.ศ. 2556
เมียนมาถูกร้องเรียนโดยผู้แทนกลุ่มลูกจ้างว่าละเมิดอนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 ที่ให้สัตยาบัน และที่ประชุม GB สมัยที่ 268 เดือนมีนาคม 2540 มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการไต่สวน (Commission of Inquiry-COI) เพื่อติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับในเมียนมา ทั้งในการแก้ไขกฎหมายและการปฏิบัติ มีการบังคับใช้กฎหมาย และการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด โดยที่ประชุม GB มีการติดตามความก้าวหน้าตลอดมา โดย GB รับทราบถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขกฎหมายเพื่อห้ามและกำหนดโทษการเกณฑ์แรงงาน การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน ประกอบกับการพัฒนาประเทศตามแนวทางประชาธิปไตยและการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาร์และการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ที่ประชุม GB สมัยที่ 326 เห็นว่าเมียนมาอยู่ในช่วงการถ่ายโอนอำนาจ จึงมีมติให้ ILO DG เสนอกรอบการทำงานในเมียนมาในอนาคตเกี่ยวกับการขจัดแรงงานบังคับและการส่งเสริมเสรีภาพในการสมาคม ต่อที่ประชุม GB สมัยที่ 328 เดือนพฤศจิกายน 2559

 

3. ข้อร้องเรียนกรณีกาตาร์ละเมิดอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 และฉบับที่ 81 ว่าด้วยการตรวจแรงงาน ค.ศ. 1947 ที่ให้สัตยาบันไว้ รัฐบาลกาตาร์ถูกร้องเรียนโดยผู้แทนลูกจ้างในที่ประชุมใหญ่ ILO สมัยที่ 103 เดือนมิถุนายน 2557 ว่าละเมิดอนุสัญญาฉบับที่ 29 และ 81 ที่ให้สัตยาบันไว้ ดังนี้
- อนุสัญญาฉบับที่ 29 เนื่องจากในกาตาร์มีการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน คาดว่ามีแรงงานอพยพในกาตาร์ราว 1.5 ล้านคนถูกใช้แรงงานบังคับ ทั้งในรูปแบบของสัญญาจ้างที่เอารัดเอาเปรียบ ค่าธรรมเนียมจัดหางานสูงมาก การยึดหนังสือเดินทาง ไม่จ่ายค่าจ้าง
- อนุสัญญาฉบับที่ 81 เนื่องจากกาตาร์ขาดการตรวจแรงงานและระบบยุติธรรมที่เพียงพอต่อการคุ้มครองคนงานอพยพ มีพนักงานตรวจแรงงานจำนวนน้อยไม่เพียงพอต่อภารกิจและมีอำนาจน้อยในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด รวมทั้งคนงานอพยพไม่สามารถเข้าถึงกลไกการร้องเรียนเมื่อตนเองถูกกดขี่แรงงาน
ที่ประชุม GB สมัยที่ 326 รับทราบตามรายงานของคณะผู้แทนไตรภาคีระดับสูงที่เดินทางเข้าไปตรวจสอบและแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาในกาตาร์ว่า แม้ว่ากาตาร์ได้มีมาตรการหลายอย่างที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาแต่ยังต้องรอเวลาเพื่อประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ จึงมีมติขอให้รัฐบาลกาตาร์ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป โดยให้ดูแลแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด และรายงานให้ที่ประชุม GB สมัยที่ 328 พิจารณาต่อไป รวมทั้งเลื่อนการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการไต่สวนออกไปในการประชุม GB สมัยที่ 329 เดือนมีนาคม 2560