ข้อมูลของนครเจนีวาและองค์การระหว่างประเทศ

นครเจนีวา (Geneva)

เจนีวาหรือที่เรียกในภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น ว่า Genève หรือ เชอแนฟ เป็นชื่อเรียกทั้งรัฐ (Canton) และเมืองหลวง ตัวเมืองหลวงเจนีวา เป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (รองจากซูริก) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณปลายสุดของทะเลสาบเจนีวาที่ไหลเข้ารวมกับแม่น้ำโรห์น ปัจจุบันเจนีวามีประชากรในเขตตัวเมือง 191,237 คน (ข้อมูลเดือนมีนาคม ปี 2554) แต่ถ้านับรวมเขตที่อยู่อาศัยรอบตัวเมืองแล้ว จะมีประชากรประมาณ 800,000 คน จากที่กล่าวมาโดยสรุปเจนีวาเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และยังเป็นเมืองคมนาคมหลักของทวีปยุโรปอีกด้วย

ภูมิอากาศของเจนีวาค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัยมากกว่าในเขตอื่นๆ ฤดูหนาวไม่หนาวมากเกินไป และอบอุ่นในฤดูร้อน มีหิมะและฝนตกปานกลางและตลอดทั้งปี

สภาพภูมิอากาศของเจนีวา

เดือน

ม.ค.

ก.พ.

มี.ค.

เม.ย.

พ.ค.

มิ.ย.

ก.ค.

ส.ค.

ก.ย.

ต.ค.

พ.ย.

ธ.ค.

ทั้งปี

อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F)

3.7
(38.7)

5.9
(42.6)

9.8
(49.6)

13.9
(57)

18.4
(65.1)

22.2
(72)

25.3
(77.5)

24.4
(75.9)

20.8
(69.4)

14.0
(57.2)

8.4
(47.1)

4.5
(40.1)

14.4
(57.9)

อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F)

-1.9
(28.6)

-0.9
(30.4)

0.8
(33.4)

4.1
(39.4)

8.0
(46.4)

11.3
(52.3)

13.3
(55.9)

13.0
(55.4)

10.3
(50.5)

6.6
(43.9)

2.1
(35.8)

-0.5
(31.1)

5.5
(41.9)

ปริมาณฝน/หิมะ mm (inches)

80
(3.15)

81
(3.19)

79
(3.11)

65
(2.56)

77
(3.03)

89
(3.5)

67
(2.64)

79
(3.11)

81
(3.19)

77
(3.03)

92
(3.62)

87
(3.43)

954
(37.56)

วันฝนตกเฉลี่ย

10.5

9.3

10.3

9.3

11.2

9.8

7.8

8.9

7.6

8.4

9.8

10.1

113

จำนวนชั่วโมงที่ฝนตก

50

76

131

161

181

212

255

225

185

114

61

42

1,694

Source: http://www.meteosuisse.admin.ch/web/fr/climat/climat_en_suisse/tableaux_des_normes.html

 

ประวัติศาสตร์ของเมืองเจนีวานับย้อนหลังได้ถึง 2,132 ปี โดยมีลักษณะเป็นนครรัฐ (ปรากฏชื่อในปี 121 ก่อนคริสตกาล โดยการยึดครองของอาณาจักรโรมัน) และต่อมาโดยอาณาจักเบอร์กันดี (ส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสปัจจุบัน) ในปี 888 และเยอรมนี ในปี 1033 และกลับคืนมาเป็นอิสระในปี 1802 ด้วยความคุ้มครองจากศาสนจักรที่อยากให้เจนีวาเป็นเมืองนานาชาติที่มีความเป็นกลาง ปลอดจากการรุกรานใดๆ ตลอดไป เว้นแต่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นจากวาติกัน  และได้เข้าร่วมเป็นรัฐหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 1816 และได้รับการยืนยันฐานะความเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศทั้งจากฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะทั้งในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศเป็นจำนวนมากถึง 25 องค์การ และในจำนวนนี้ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเจนีวา 22 องค์การ (กรุงเบอร์น 2 องค์การ และเมืองบาเซิล 1 องค์การ)  ทำให้เจนีวามีลักษณะเป็นเมืองนานาชาติ (Global City) ตามความประสงค์ดั้งเดิมของศาสนจักรและการเมืองระหว่างประเทศ


          รายชื่อองค์กรนานาชาติที่มีสำนักงานใหญ่ในเจนีวา

รายชื่อองค์กรระหว่างประเทศในระบบสหประชาชาติ  (United Nations System) ในเจนีวา

International Bureau of Education/United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (IBE/UNESCO), International Labour Organization (ILO)
International Telecommunication Union (ITU)
United Nations Office at Geneva (UNOG)
World Meteorological Organization (WMO)
World Intellectual Property Organization (WIPO)
World Health Organization (WHO)

รายชื่อองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ (Other international organizations) ในเจนีวา

Advisory Centre on WTO Law (ACWL), Geneva
Agency for International Trade Information and Cooperation (AITIC)
Arbitration and Conciliation Court within the OSCE (OSCE Court)
European Free Trade Association (EFTA)
European Organization for Nuclear Research (CERN)
Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and Malaria (GFATM),

Geneva Intergovernmental Organization
International Committee of the Red Cross (ICRC)
International Federation of Red Cross and Red Crescent Societies (IFRC)
International Organization for Migration (IOM)
International Textiles and Clothing Bureau (ITCB)
International Union for the Protection of New Varieties of Plants (UPOV)

 Inter-Parliamentary Union (IPU)
South Centre (SC)
World Trade Organization (WTO)

 

องค์กรระหว่างประเทศที่อยู่ในเมืองอื่นๆ ได้แก่

Universal Postal Union (UPU), เมือง Berne
International Carriage by Rail (OTIF), เมือง Berne

Bank for International Settlements (BIS), เมือง Basel

 

 

 

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ

(International Labour OrganizationILO)

 

            องค์การแรงงานระหว่างประเทศจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2462 (ค.ศ.1919) นับว่าเป็นองค์การทาง

เศรษฐกิจสังคมที่เก่าแก่ที่สุด พร้อมๆกับสันนิบาติชาติภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซายอันเป็นข้อตกลงเพื่อสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปรากฏอยู่ในมาตรา 387 ของสนธิสัญญาแวร์ซาย)  ต่อมาเมื่อสันนิบาตชาตเลิกล้มไป แต่ ILO ก็ยังคงดำเนินการอยู่ต่อไป จนกระทั่งมีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ILO จึงได้เข้าร่วมเป็นภาคีขององค์การสหประชาชาติ และได้กลายเป็นองค์การชำนัญพิเศษแรก (specialized agency) ในเครือข่ายขององค์การของสหประชาชาติ และต่อมาได้ตราธรรมนูญขึ้นโดยอาศัยหลักการในคำประกาศฟิลาเดลเฟีย เป็นแม่บท โดยยึดมั่นในหลักการสำคัญ 4 ประการ ที่ได้ประกาศต่อที่ประชุมใหญ่ ILO สมัยที่ 26 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2487 (คศ.1944) คือ

1.  แรงงานมิใช่สินค้า

2.  เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสมาคมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความก้าวหน้าอันยั่งยืน

3.  ความยากจน ณ ที่ใดที่หนึ่ง ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อความรุ่งเรืองในทุกแห่งหน

4.  แต่ละประเทศจะต้องต่อสู้เพื่อให้ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง มีสถานภาพเท่าเทียมกับผู้แทนรัฐบาล และร่วมปรึกษาหารือโดยเสรีและลงมติอย่างเป็นประชาธิปไตย เพื่อส่งเสริมให้มีสวัสดิการเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า สันติภาพสากลอันถาวรจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีความยุติธรรมในสังคมเป็นพื้นฐานเท่านั้น

และจะเห็นได้ว่า ปฏิญญาและอนุสัญญาต่างๆของ ILO ล้วนมีที่มาจากหลักการดังกล่าวทั้งสิ้น

โครงสร้างของ ILO

ILO เป็นองค์การที่มีลักษณะแตกต่างจากองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เนื่องจากต้องเกี่ยวข้องกับ 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง โดยให้ความสำคัญที่เท่าเทียมกัน

โครงสร้างการทำงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เช่นเดียวกับองค์กรชำนัญพิเศษอื่นๆ

-          การประชุมใหญ่ ( International labour Conference – ILC ) เป็นการประชุมเต็มคณะเช่นเดียวกับการประชุมสมัชชาขององค์การอื่นๆ ทำหน้าที่เป็นเวทีการประชุมพิจารณารายงานของคณะประศาสน์การ และรายงานของผู้อำนวนการใหญ ILO กำหนดมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ในรูปอนุสัญญาและข้อแนะ (Convention & Recommendation)  พิจารณาปัญหาด้านการเงิน หารือประเด็นปัญหาทางสังคมและแรงงานที่มีผลกระทบทั่วโลก และลงมติให้แนวทางแก่องค์การในการวางนโยบายและกิจกรรม โดยจัดการประชุมปีละ 1 ครั้ง ในเดือนมิถุนายนของทุกปี

-          คณะประศาสน์การ (Governing BodyGB) เป็นกรรมการบริหารองค์การหรือคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกำกับการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ประกอบด้วยสมาชิก 56 คน คือ ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล 28 คน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 14 คน และฝ่ายลูกจ้าง 14 คน มีวาระการทำงาน 3 ปี จัดประชุมปีละ 3 ครั้ง คือในเดือนพฤศจิกายน มีนาคม และมิถุนายน (หลังประชุมประจำปี 1 วัน) สำหรับตำแหน่งประธานคณะประศาสน์การ (คนปัจจุบัน นาย Matjila เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรฯ ประเทศอาฟริกา ใต้) ซึ่งจะหมดวาระลงหลังการประชุม และนาย Greg Vines ผู้แทนประเทศออสเตรเลีย ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานสำหรับสมัยประชุมในปี 2554-2555)

-          สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Office) เป็นลักษณะสำนักงานเลขาธิการ ทำหน้าที่บริหารงานต่างๆให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการบริหาร (GB) โดยมีผู้อำนวยการใหญ่ ( Director-General ) เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กร ปัจจุบันคือ นาย Juan Somavia อายุ 70 ปี รับหน้าที่ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 (สมัยละ 5 ปี) โดยเริ่มรับตำแหน่งนี้เป็นคนที่ 9 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 และจะหมดวาระในเดือนมีนาคม 2556 ซึ่งจะไม่มีการต่ออายุอีกสำนักงาน ILO มีหน่วยสนับสนุนวิชาการอีก 2 สถาบัน คือ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาด้านแรงงาน (The Institutional Institute for Labour Study) ตั้งอยู่ที่เจนีวา และศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติด้านวิชาชีพและวิชาการระดับสูง  ( The International Centre for Advanced Technical and Vocational Training) ตั้งอยู่ ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี

-          สำนักงานภูมิภาคและสำนักงานสาขาภูมิภาคในบางประเทศ รับผิดชอบตามพื้นที่หรือภูมิภาคต่างๆของโลก โดยมีผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ( Assistant Director-General) ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดในภูมิภาคนั้นๆ ได้แก่

1.       ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

2.       ภูมิภาคยุโรปและเอเชียกลาง สำนักงานอยู่ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

3.       ภูมิภาคอาฟริกา สำนักงานอยู่ที่เมืองแอดดิส อบาบา ประเทศเอธิโอเปีย

4.       ภูมิภาคอเมริกาใต้ สำนักงานอยู่ที่เมืองลิมา ประเทศเปรู

และมีสำนักงานประเทศกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆทั่วโลก เช่น ปักกิ่ง โคลัมโบ ธากา อิสลามาบัด จาร์กาตาร์ มะนิลา โตเกียว นิวเดลลี ซุวา และกรุงเทพฯ ดังนั้น กรุงเทพมหานครจึงมีสำนักงาน ILO รวม 2 สำนักงานคือ สำนักงานภูมิภาค และสำนักงานกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในตึกเดียวกัน

รายได้ของ ILO

               ILO มีรายได้ปกติ คือ

-          เงินอุดหนุนค่าสมาชิกประจำปีจากประเทศสมาชิก โดยจ่ายในอัตราไม่เท่ากัน เฉลี่ยตามขนาด GDP ของแต่ละประเทศ กลุ่มที่ต้องเสียค่าสมาชิกมาก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส (ในการขึ้นอัตราเงินอุดหนุนแต่ละครั้งจะได้รับการต่อต้านจากประเทศเหล่านี้มากที่สุด) สำหรับในปีงบประมาณ 2555 -2556 ILO ได้เสนอแผนงานโครงการและงบประมาณคิดเป็นเงินทั้งสิ้น ทั้งสิ้น 741,986,556 ดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับในปี 2555 ประเทศไทยจะต้องจ่ายเงินอุดหนุนค่าสมาชิก คิดเป็นเงินสวิสฟรังก์ จำนวน 756,013 สวิสฟรังก์ (เพิ่มขึ้นประมาณ 15,560 สวิสฟรังก์) ทั้งนี้ด้วยสัดส่วนคงเดิมคือร้อยละ 0.209 ของงบประมาณ ILO ทั้งหมด)

-          นอกจากนั้น ILO ยังได้รับเงินสนับสนุนก้อนใหญ่จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และกองทุนสหประชาชาติเพื่อกิจกรรมประชากร (UNFPA)

-          องค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ และประเทศพัฒนา ที่พิจารณาให้เงินอุดหนุนเป็นครั้งคราว

ประเทศสมาชิก ILO

            ปัจจุบัน (พ.ศ.2554)  ILO มีสมาชิกทั้งสิ้น 183 ประเทศ จากประเทศเอกราชทั้งหมด 203 ประเทศทั่วโลก

อนุสัญญา ILO ( ILO Convention )

ตั้งแต่ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศเมื่อปี 1919 จนถึงปัจจุบัน ILO ได้ออกอนุสัญญามาแล้ว 188 ฉบับ (ในปี 2011 กำลังจะออกอีก 1 ฉบับ ว่าด้วยคนทำงานบ้าน (Domestic Workers)  ในจำนวนนี้เป็นอนุสัญญาพื้นฐาน 8 ฉบับ (core convention)  

โดยรวม ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาไปแล้วทั้งสิ้น 15 ฉบับ (ยกเลิกไปแล้ว 1 ฉบับ) คงเหลือ 14 ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นอนุสัญญาพื้นฐาน (core convention) 5 ฉบับ และอนุสัญญาอื่นๆอีก 11 ฉบับ ได้แก่

อนุสัญญาพื้นฐานที่ไทยให้สัตยาบันไปแล้ว

1.       อนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ

2.       อนุสัญญาฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ   

3.       อนุสัญญาฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำ

4.       อนุสัญญาฉบับที่ 182 ว่าด้วยรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของแรงงานเด็ก

5.       อนุสัญญาฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่ากัน

อนุสัญญาอื่นๆ ที่ไทยให้สัตยาบันแล้ว

6.       อนุสัญญาฉบับที่ 80 ว่าด้วยการแก้ไขบางส่วนของอนุสัญญา

7.       อนุสัญญาฉบับที่ 116 ว่าด้วยการแก้ไขบางส่วนของอนุสัญญา

8.       อนุสัญญาฉบับที่ 104 ว่าด้วยการเลิกบังคับทางอาญาแก่คนงานพื้นเมืองที่ละเมิดสัญญาจ้าง

9.       อนุสัญญาฉบับที่ 127 ว่าด้วยน้ำหนักสูงสุด (การขนส่งสินค้า)

10.    อนุสัญญาฉบับที่ 14 ว่าด้วยการหยุดพักประจำสัปดาห์ในสถานประกอบการอุตสาหกรรม

11.    อนุสัญญาฉบับที่ 19 ว่าด้วยการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันในเรื่องค่าทดแทนสำหรับคนงานในชาติและต่างชาติ

12.    อนุสัญญาฉบับที่ 88 ว่าด้วยการจัดตั้งบริการจัดหางาน

13.    อนุสัญญาฉบับที่ 122 ว่าด้วยนโยบายการมีงานทำ

14.    อนุสัญญาฉบับที่ 159ว่าด้วยการฟื้นฟูอาชีพและการจ้างงาน (คนพิการ)

อนุสัญญาพื้นฐานที่ไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

1.       อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว

2.       อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง

3.       อนุสัญญาฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ (การจ้างงานและอาชีพ)

นอกจากนั้นก็ยังมี ข้อแนะ (Recommendation) และพิธีสาร (Protocal) อีกจำนวนหนึ่ง

 

 

ข้อแนะ (Recommendation)
     ข้อแนะเป็นตราสารที่ไม่มีสภาพบังคับ และไม่เปิดให้สัตยาบัน หากแต่ระบุถึงวิธีการปฏิบัติด้านแรงงานเพื่อให้ประเทศสมาชิกได้พิจารณานำไปเป็นแนวทางปรับใช้ภายในประเทศ ข้อแนะมี 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ 1) ข้อแนะเสริมอนุสัญญา  และ 2) ข้อแนะที่ไม่ประกอบอนุสัญญาใด ๆ : ข้อแนะประเภทนี้ เป็นเพียงตราสารที่ให้แนวทางและวิธีปฏิบัติด้านแรงงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นด้านแรงงานที่มีความสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกจนถึงขั้นที่ต้องออกเป็นอนุสัญญา

พิธีสาร (Protocol)
     พิธีสาร คือ ตราสารที่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมอนุสัญญาฉบับนั้น ๆ เนื่องจาก อนุสัญญาบางฉบับมีเนื้อหาหรือข้อกำหนดที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขออกเป็นอนุสัญญาฉบับใหม่แต่ประการใด แต่ด้วยเหตุที่เมื่อเวลาผ่านไปบริบททางสังคมมีมากขึ้น ทำให้เนื้อหาและบทบัญญัติของอนุสัญญานั้นไม่ครอบคลุมบริบททางสังคมที่เกิดขึ้นใหม่ ILO จึงบัญญัติข้อกำหนดเพิ่มเติม โดยให้อยู่ในรูปของพิธีสารแนบท้ายอนุสัญญา

ปฏิญญา ILO

ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน

            สืบเนื่องมาจากการประชุมสุดยอดด้านการพัฒนาสังคม (World Social Summit) เมื่อปี 2538 มีมติให้ประเทศต่าง ๆ ส่งเสริมการปฏิบัติด้านแรงงานให้เป็นมาตรฐานสากล และจากการที่การประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือนธันวาคม 2539 ก็ได้มีมติให้ ILO เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจเพียงองค์กรเดียวในการผลักดันการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน อันเป็นการย้ำถึงพันธกิจด้านแรงงานของ ILO ที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนในการรณรงค์ผลักดันให้ประเทศสมาชิกมีการปฏิบัติตามและให้สัตยาบันอนุสัญญามากขึ้น โดยเฉพาะอนุสัญญาที่เป็นมาตรฐานแรงงานขั้นพื้นฐานหรืออนุสัญญาหลัก (Core Conventions)             ปฏิญญาฉบับนี้มีเนื้อหาครอบคลุมถึงอนุสัญญาที่เคยรู้จักกันว่าเป็นอนุสัญญาหลักทั้ง 8 ฉบับ โดยมีแนวคิดว่า อนุสัญญาทั้ง 8 ฉบับนี้มีเนื้อหาที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน (Fundamental Conventions) ที่คนทำงานทุกคนควรได้รับ

             ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน ครอบคลุมอนุสัญญาซึ่งเป็นมาตรฐานแรงงานหลักทั้ง 8 ฉบับ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1. เสรีภาพในการสมาคมและการยอมรับสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง  อนุสัญญาพื้นฐานในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย

อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.. 1948

อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ค.. 1949

2. การขจัดแรงงานบังคับหรือการเกณฑ์แรงงานในทุกรูปแบบ ประกอบด้วย

อนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.. 1930

อนุสัญญาฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.. 1957 

3 . การขจัดการใช้แรงงานเด็กให้เป็นผล ประกอบด้วย

อนุสัญญาฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำ ค.. 1973

อนุสัญญาฉบับที่ 182 ว่าด้วยรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของแรงงานเด็ก ค.. 1999

4. การขจัดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ ประกอบด้วย

อนุสัญญาฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่ากัน ค.. 1951

อนุสัญญาฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ (การจ้างงานและอาชีพ) ค.. 1958 

 

ปฏิญญาว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคมในโลกาภิวัฒน์ที่แป็นธรรม (The Declaration on Social Justice for a Fair Globalization)

ปฏิญญาฉบับนี้ประกาศต่อที่ประชุม ILC เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 (คศ.2008) วัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมทางสังคมของประชาชนและผู้ใช้แรงงานในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และได้รับประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัฒน์อย่างเป็นธรรม ภายใต้หลักการพื้นฐาน 4 ประการ คือ

1.       ส่งเสริมการมีงานทำโดยสร้างสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสถาบันที่ยั่งยืน เพื่อที่บุคคลสามารถพัฒนาและปรับปรุงความสามารถและทักษะที่จำเป็นต่อการบรรลุถึงการเติมเต็ม (personal fulfillment) และความเป็นอยู่ที่ดี มีการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนที่ยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต โอกาสการมีงานทำและมีรายได้มากขึ้น แต่ละสังคมสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาทางเศรษฐกิจ มาตรฐานด้านความเป็นอยู่ที่ดี และมีความก้าวหน้าในเชิงสังคม

2.       พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับการป้องกันทางสังคม ได้แก่ การประกันสังคมและการคุ้มครองแรงงาน ที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับเงื่อนไขสถานการณ์ของแต่ละประเทศ โดยการขยายความคุ้มครองการประกันสังคมสู่กำลังแรงงานทั้งหมด มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย กำหนดนโยบายค่าจ้างและรายได้ ชั่วโมงการทำงาน และเงื่อนไขอื่นๆ ที่จะเป็นหลักประกันว่าทุกฝ่ายต่างได้รับผลดีจากความก้าวหน้าทั้งปวง

3.       ส่งเสริมให้มีการเจรจาทางสังคมและระบบไตรภาคีโดยวิธีที่เหมาะสมที่สุด เช่นเช่น การปรับวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้รองรับแนวความคิด ส่งผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจให้นำไปสู่ความก้าวหน้าทางสังคม และในทางกลับกัน คือจากความก้าวหน้าทางสังคมสู่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สร้างความคิดเห็นที่ตรงกันในสังคมในด้านนโยบายของประเทศและนโยบายระหว่างประเทศที่มีผลต่อยุทธศาสตร์การมีงานทำและยุทธศาสตร์งานที่มีคุณค่า (employment and decent work strategies) ตลอดจนแผนงานโครงการที่เกี่ยวข้อง สร้างระบบกฎหมายและสถาบันที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับการทำงาน แรงงานสัมพันธ์และระบบการตรวจแรงงาน

4.       เคารพ ส่งเสริม และตระหนักถึงหลักการและสิทธิพื้นฐานของการทำงาน

 

 

 

 

งานที่มีคุณค่า (Decent Work)

งานที่มีคุณค่า ( Decent Work ) เป็นแนวนโยบาย ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ได้รับการรับรองจากประเทศสมาชิกเพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดความสงบสุขและความก้าวหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจและการแรงงาน นำเสนอครั้งแรกในการประชุมประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศครั้งที่ 87 เมื่อปีคศ. 1999 ประกอบด้วยหลักการ 4 ประการคือ

1. สิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน (Fundamental Rights at Work) ได้แก่ ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ห้ามการบังคับใช้แรงงาน คุ้มครองแรงงานเด็ก การห้ามเลือกปฏิบัติ และสิทธิรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม

2. ส่งเสริมศักยภาพการมีงานทำ (Productive Employment) ได้แก่ การมีงานทำที่มั่นคงต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การเข้าถึงตลาด และสินเชื่อ ฯลฯ

3. การขยายความคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) ได้แก่ หลักประกันสังคม อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน การศึกษา ฯลฯ

4. การมีผู้แทนและมีส่วนร่วม (Social Dialogue) เพื่อเป็นหลักประกันในการกำหนดนโยบายหรือกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับคนงาน

การประชุมประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILC) ครั้งที่ 100 (เดือนมิถุนายน พ.ศ.2554)

องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับการประชุม ILC ครั้งที่ 100 มาก เนื่องจากถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี แสดงถึงความมั่นคงในประวัติอันยาวนานเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรระหว่างประเทศ (92 ปี) จึงได้กำหนดแนวทางหลักของการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นศักราชใหม่ของความยุติธรรมทางสังคม (A New Era of Social Justice) และได้มีหนังสือถึงประเทศสมาชิกขอให้ร่วมมือร่วมใจกันพิจารณาเฉลิมฉลองการประชุมประจำปีครั้งที่ 100 นี้ โดยการพิจารณาให้สัตยาบันอนุสัญญาใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยให้สัตยาบันมาก่อน และในการประชุมครั้งนี้ มีปรากฏการณ์สำคัญๆ ได้แก่

1.       มีการเลือกตั้งคณะประศาสน์การชุดใหม่ เพื่อเป็นคณะกรรมการบริหาร ILO ในวาระต่อไปตั้งแต่ พ.ศ. 2554 - 2557ในวันที่ 6 มิถุนายน 2554 โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 46 ประเทศ ที่ได้รับการเลือกตั้งในฐานะสมาชิกสำรอง (deputy member)

2.       มีการกำหนดให้มีการลงมติเพื่อรับรองร่างอนุสัญญาว่าด้วยผู้ทำงานบ้าน (Domestic Workers) ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะมีการออกเสียงโวตเพื่อรับรองให้เป็นอนุสัญญา (Convention) หรือข้อแนะ (Recommendation) ในวันที่ 16 มิถุนายน 2554 อย่างไรก็ตาม ร่างอนุสัญญาฉบับนี้ค่อนข้างจะไม่ได้รับการเห็นพ้องต้องกันระหว่างประเทศสมาชิกมากนัก เนื่องจากหลายประเทศที่เป็นประเทศผู้รับแรงงานทำงานบ้านจากแรงงานต่างชาติ มีความกังวลถึงความพร้อมที่จะปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆได้ทันหรือไม่ แต่อย่างไร ร่างอนุสัญญาฉบับนี้ก็ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมด้วยคะแนนเสียงข้างมาก

3.       เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นพิจารณางบประมาณรายจ่ายของ ILO สำหรับ 2 ปี ต่อไป ซึ่งในครั้งนี้ สำนักงาน ILO ขอปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินอุดหนุนประจำปีของประเทศสมาชิก ร้อยละ 2.1 ซึ่งจะมีการออกเสียงลงมติอนุมัติ ในวันที่ 16 มิถุนายน 2554

4.       ญัตติว่าด้วย ความกลมกลืนด้านนโยบายขององค์กรระหว่างประเทศ ( International Policy Coherence ) หรือที่เรียกตามชื่อประเทศผู้เสนอ ว่า Swiss Resolution เข้าเป็นวาระพิเศษในการประชุมประจำปีครั้งนี้ ซึ่งมีผู้สนับสนุนแรกคือผู้แทนประเทศฝรั่งเศส และตามมาด้วยกลุ่มยุโรปตะวันตก แต่ก็ได้สร้างกระแสต่อต้านจากหลายๆประเทศ และหลายๆกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มนายจ้าง ผู้แทนประเทศจีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจ แรงงาน และการเงินระหว่างประเทศและในประเทศ และเกรงว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการพัฒนาของประเทศอื่นที่มีมาตรฐานด้านแรงงาน เศรษฐกิจ การเงิน ด้อยกว่า นอกจากนั้น ยังมีความเห็นว่า Swiss Resolution เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบกว้างขวาง แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จึงไม่เห็นสมควรให้บรรจุเป็นวาระพิเศษในการประชุมครั้งนี้ แต่ถ้าผู้เสนอยังยืนยัน ก็ขอให้ส่งเข้าวาระการประชุมคณะประศาสน์การในเดือนมีนาคม 2555 เพื่อตั้งคณะกรรมการศึกษาในรายละเอียดเสียก่อน ทำให้ญัตติดังกล่าวตกไปตั้งแต่ยังไม่ได้เสนอ

ในการประชุมประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ครั้งที่ 100 (พ.ศ.2554)  นาย Robert Nkili รัฐมนตรีว่าการประทรวงแรงงานและการประกันสังคม ประเทศแคเมอรูน ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน ILC และได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง เป็นประธานการประชุมในครั้งนี้

--------------------------------